โรคพยาธิในช่องคลอดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้ทั่วโลก โดยหลายคนมักคุ้นเคยกับโรคอย่างหนองใน ซิฟิลิส เอชไอวี หรือเริมอวัยวะเพศ แต่ยังมีอีกหนึ่งโรคที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเกิดจาก เชื้อรา หรือ แบคทีเรีย ทั้งที่แท้จริงแล้วเกิดจาก โปรโตซัว (Protozoa) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีลักษณะคล้ายปรสิต หรือที่หลายคนเรียกว่า พยาธิในช่องคลอด
โรคนี้มีชื่อว่า Trichomoniasis หรือ โรคพยาธิในช่องคลอด เกิดจากเชื้อ Trichomonas vaginalis และจัดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุดชนิดหนึ่งทั่วโลก แม้ว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่มีอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี การอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์

โรคพยาธิในช่องคลอด คืออะไร?
โรคพยาธิในช่องคลอด หรือ Trichomoniasis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infection: STI) ที่เกิดจากการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็น โปรโตซัว (Protozoa) ไม่ใช่พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตืด หรือพยาธิใบไม้ตามที่หลายคนเข้าใจ แม้ชื่อภาษาไทยจะเรียกว่า พยาธิในช่องคลอด ก็ตาม
เชื้อ Trichomonas vaginalis เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มี แฟลเจลลา (Flagella) หรือเส้นขนขนาดเล็กหลายเส้น ทำหน้าที่ช่วยให้เชื้อสามารถเคลื่อนที่และยึดเกาะกับเยื่อบุอวัยวะสืบพันธุ์ได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ โดยเฉพาะในผู้หญิง
เชื้อนี้สามารถอาศัยอยู่ในหลายตำแหน่งของระบบสืบพันธุ์ ได้แก่
- ช่องคลอด (Vagina)
- ปากมดลูก (Cervix)
- ท่อปัสสาวะ (Urethra)
- ต่อมลูกหมาก (Prostate)
- ท่อปัสสาวะของผู้ชาย
เชื้อ Trichomonas vaginalis ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายได้นาน เนื่องจากต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่ชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม จึงทำให้ การติดต่อส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งทางช่องคลอด และการสัมผัสสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศของผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอาการหรือไม่มีอาการก็ตาม
ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ชาย อาจไม่แสดงอาการ ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว ขณะที่ผู้หญิงมักมีอาการเด่นชัดกว่า เช่น ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ คันหรือแสบในช่องคลอด และรู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์
แม้โรคพยาธิในช่องคลอดจะสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่มไนโตรอิมิดาโซล (Nitroimidazoles) แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ รวมถึงการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) และในหญิงตั้งครรภ์ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าติดเชื้อ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว พร้อมทั้งให้คู่นอนเข้ารับการรักษาพร้อมกันเพื่อลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ
โรคพยาธิในช่องคลอดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่?
คำตอบคือ ได้ และถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยตรง
การติดต่อเกิดขึ้นเมื่อมีการสัมผัสระหว่างอวัยวะเพศกับอวัยวะเพศ หรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
สามารถติดต่อได้จาก
- เพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
- การใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด
- การสัมผัสสารคัดหลั่งจากผู้ติดเชื้อ
แม้ว่าจะพบได้น้อยมาก แต่มีรายงานการติดเชื้อจากการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันในกรณีที่ยังเปียกชื้น เช่น ผ้าเช็ดตัวหรือชุดว่ายน้ำ อย่างไรก็ตาม วิธีการติดต่อหลักยังคงเป็นการมีเพศสัมพันธ์
เชื้อ Trichomonas vaginalis แตกต่างจากพยาธิทั่วไปอย่างไร?
แม้โรค Trichomoniasis จะถูกเรียกในภาษาไทยว่า โรคพยาธิในช่องคลอด แต่ในความเป็นจริง Trichomonas vaginalis ไม่ใช่พยาธิ (Helminth) เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตืด หรือพยาธิใบไม้ แต่เป็น โปรโตซัว (Protozoa) หรือสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยแฟลเจลลา (Flagella) จึงมีลักษณะทางชีววิทยา วิธีการติดต่อ และตำแหน่งที่ก่อโรคแตกต่างจากพยาธิทั่วไปอย่างชัดเจน
พยาธิที่พบในลำไส้ เช่น พยาธิตัวกลมหรือพยาธิตัวตืด เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (Multicellular parasites) มักติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนไข่พยาธิหรือตัวอ่อน และอาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก
ในทางกลับกัน Trichomonas vaginalis เป็นโปรโตซัวเซลล์เดียว (Single-celled protozoan) ที่อาศัยอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก และท่อปัสสาวะในผู้หญิง รวมถึงท่อปัสสาวะและต่อมลูกหมากในผู้ชาย เชื้อชนิดนี้ ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก โดยแพร่ผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ ไม่ได้ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อน
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพยาธิทั่วไปกับ Trichomonas vaginalis
| พยาธิทั่วไป | Trichomonas vaginalis |
| เป็นพยาธิหลายเซลล์ (Helminth) | เป็นโปรโตซัวเซลล์เดียว (Protozoa) |
| มักติดเชื้อจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน | ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ |
| อาศัยอยู่ในลำไส้หรืออวัยวะภายใน | อาศัยอยู่ในอวัยวะสืบพันธุ์และท่อปัสสาวะ |
| ติดต่อผ่านไข่พยาธิหรือตัวอ่อนในอาหาร | ติดต่อผ่านสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ |
| มักทำให้เกิดอาการทางระบบทางเดินอาหาร | มักทำให้เกิดอาการตกขาวผิดปกติ คัน แสบ หรือระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศ |
แม้ชื่อภาษาไทยจะมีคำว่า “พยาธิ” แต่โรคที่เกิดจาก Trichomonas vaginalis จัดเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infection: STI) ไม่ใช่โรคพยาธิในลำไส้ การวินิจฉัยและการรักษาจึงแตกต่างจากการติดพยาธิทั่วไป โดยผู้ติดเชื้อควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านโปรโตซัว และควรรักษาคู่นอนพร้อมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและลดการแพร่กระจายของโรค.
ใครบ้างที่เสี่ยงติดโรคพยาธิในช่องคลอด?
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัยที่มีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีประวัติติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์มาก่อน
กลุ่มที่มีความเสี่ยง ได้แก่
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสในการสัมผัสกับผู้ที่อาจเป็นพาหะของเชื้อ Trichomonas vaginalis โดยผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ ทำให้สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว
- ผู้ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เนื่องจากเชื้อแพร่ผ่านสารคัดหลั่งและการสัมผัสเยื่อบุอวัยวะเพศโดยตรง การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ผู้ที่เคยติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ที่เคยมีประวัติติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส หรือการติดเชื้อ HPV มักมีพฤติกรรมหรือปัจจัยเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน จึงมีโอกาสติดเชื้อ Trichomonas vaginalis ได้มากขึ้น
- ผู้ที่มีคู่นอนติดเชื้อ หากมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ติดเชื้อ แม้ว่าคู่นอนจะไม่มีอาการ ก็สามารถรับเชื้อได้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ชาย มักไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
- ผู้ที่ใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกัน การใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ได้ทำความสะอาดหรือไม่ได้สวมถุงยางอนามัยใหม่ทุกครั้ง อาจทำให้มีการถ่ายทอดสารคัดหลั่งที่มีเชื้อและเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
- ผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน แม้จะรักษาหายแล้ว ก็สามารถติดเชื้อซ้ำได้หากกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่ยังไม่ได้รับการรักษา หรือมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ดังนั้น การรักษาคู่นอนพร้อมกันและงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
ปัจจัยอื่นที่อาจเพิ่มความเสี่ยง
นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ ได้แก่
- มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ทราบประวัติสุขภาพทางเพศของคู่นอน
- ไม่เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ แม้มีพฤติกรรมเสี่ยง
- มีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้เยื่อบุอวัยวะเพศอักเสบและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
การลดจำนวนคู่นอน การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การหลีกเลี่ยงการใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด และการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาการของโรคพยาธิในช่องคลอด
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) มีลักษณะเด่นคือ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการ โดยประมาณ 70% ของผู้ติดเชื้อไม่มีอาการ ทำให้หลายคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว
ในผู้ที่มีอาการ มักเริ่มแสดงอาการภายใน 5–28 วัน หลังได้รับเชื้อ แต่อาการอาจเกิดช้ากว่านี้หรือเป็น ๆ หาย ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล
อาการของโรคพยาธิในช่องคลอดในผู้หญิง
ผู้หญิงมักมีอาการชัดเจนกว่าผู้ชาย เนื่องจากเชื้อก่อให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องคลอดและปากมดลูก อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ตกขาวผิดปกติ มีสีเหลือง สีเขียว หรือสีเทา และมีปริมาณมากกว่าปกติ
- ตกขาวมีลักษณะเป็นฟอง ซึ่งถือเป็นลักษณะเด่นที่พบได้ในผู้ป่วยบางราย
- ตกขาวมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ โดยเฉพาะหลังมีเพศสัมพันธ์
- คันหรือระคายเคืองบริเวณช่องคลอดและอวัยวะเพศภายนอก
- แสบหรือเจ็บขณะปัสสาวะ เนื่องจากเชื้ออาจลุกลามไปยังท่อปัสสาวะ
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) จากการอักเสบของเยื่อบุช่องคลอด
- ปากมดลูกมีลักษณะ Strawberry Cervix หรือ “ปากมดลูกลายสตรอว์เบอร์รี” ซึ่งเกิดจากจุดเลือดออกเล็ก ๆ บนปากมดลูก เป็นลักษณะที่แพทย์อาจพบระหว่างการตรวจภายใน แม้จะไม่ได้พบในผู้ป่วยทุกราย แต่ถือเป็นลักษณะที่ค่อนข้างจำเพาะของการติดเชื้อชนิดนี้
อาการของโรคพยาธิในช่องคลอดในผู้ชาย
ผู้ชายที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ จึงอาจเป็นพาหะและแพร่เชื้อให้คู่นอนได้โดยไม่รู้ตัว อย่างไรก็ตาม หากมีอาการ อาจพบได้ดังนี้
- แสบหรือปวดขณะปัสสาวะ
- คันหรือระคายเคืองภายในท่อปัสสาวะ
- มีสารคัดหลั่งออกจากปลายอวัยวะเพศ ซึ่งอาจมีลักษณะใสหรือขุ่น
- รู้สึกปวดหรือไม่สบายหลังการหลั่งน้ำอสุจิ ในบางรายอาจมีอาการอักเสบของท่อปัสสาวะหรือต่อมลูกหมากร่วมด้วย
หากไม่รักษาโรคพยาธิในช่องคลอด จะเกิดอะไรขึ้น?
หลายคนเข้าใจว่าโรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) สามารถหายได้เองเมื่ออาการดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง แม้อาการจะลดลงหรือหายไป เชื้อ Trichomonas vaginalis อาจยังคงอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี หากไม่ได้รับการรักษา ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการก็ยังสามารถแพร่เชื้อให้คู่นอนได้อย่างต่อเนื่อง
การปล่อยให้เชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อสุขภาพทางเพศและสุขภาพโดยรวม ดังนี้
- การอักเสบเรื้อรังของอวัยวะสืบพันธุ์ เชื้อ Trichomonas vaginalis ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุช่องคลอด ปากมดลูก และท่อปัสสาวะ หากไม่ได้รับการรักษา การอักเสบอาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีอาการตกขาวผิดปกติ คัน แสบ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือแสบขณะปัสสาวะเป็น ๆ หาย ๆ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
- เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) การอักเสบจากเชื้อทำให้เยื่อบุอวัยวะเพศเกิดการระคายเคืองและมีแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็น ส่งผลให้เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ผู้ที่เป็นโรคพยาธิในช่องคลอดจึงมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่าผู้ที่ไม่มีการติดเชื้อ
- เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีสู่ผู้อื่น ในผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีร่วมกับ Trichomonas vaginalis การอักเสบอาจทำให้มีปริมาณเชื้อเอชไอวีในสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวีให้คู่นอนมากกว่าปกติ ดังนั้น การตรวจหาและรักษาโรคพยาธิในช่องคลอดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการลดการแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวี
- ภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษา มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายประการ ได้แก่
- คลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) ซึ่งอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของทารก
- ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำ (Low Birth Weight) ทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลังคลอดมากขึ้น
- เยื่อหุ้มถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด (Premature Rupture of Membranes: PROM) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของทั้งมารดาและทารก และอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนด
- เพิ่มความเสี่ยงในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น การอักเสบของเยื่อบุอวัยวะสืบพันธุ์ทำให้เชื้อโรคชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ผู้ป่วยจึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นในการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น หนองในแท้ หนองในเทียม ซิฟิลิส และการติดเชื้อไวรัสเริมที่อวัยวะเพศ
- ไม่ควรปล่อยให้อาการหายเอง แม้ว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่มีอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายเอง การตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่ระยะแรก พร้อมทั้งให้คู่นอนเข้ารับการรักษาพร้อมกัน จะช่วยกำจัดเชื้อ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการติดเชื้อซ้ำหรือการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การวินิจฉัยโรคพยาธิในช่องคลอด
การวินิจฉัยโรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) ไม่สามารถอาศัยเพียงอาการเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอาการของโรคอาจคล้ายกับการติดเชื้อในช่องคลอดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ภาวะช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis) เชื้อราในช่องคลอด หนองใน หรือหนองในเทียม ดังนั้น แพทย์จึงจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis
วิธีการตรวจที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. การตรวจสารคัดหลั่งด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Wet Mount Microscopy)
เป็นวิธีตรวจเบื้องต้นที่นิยมใช้ โดยแพทย์จะเก็บตัวอย่างตกขาวจากช่องคลอด หรือสารคัดหลั่งจากท่อปัสสาวะ แล้วนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อค้นหาเชื้อ Trichomonas vaginalis ที่กำลังเคลื่อนไหว
ข้อดี
- ทราบผลได้รวดเร็ว มักทราบผลภายในวันเดียว
- ค่าใช้จ่ายไม่สูง
- สามารถใช้ประกอบการวินิจฉัยเบื้องต้นได้
ข้อจำกัด
- ความไวของการตรวจค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวิธีสมัยใหม่
- หากมีเชื้อในปริมาณน้อย หรือเก็บตัวอย่างล่าช้า อาจตรวจไม่พบเชื้อและเกิดผลลบลวง (False Negative)
2. การตรวจสารพันธุกรรมด้วยวิธี NAAT (Nucleic Acid Amplification Test)
ปัจจุบัน NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) ถือเป็นวิธีมาตรฐานที่มีความไวและความจำเพาะสูงที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรคพยาธิในช่องคลอด โดยตรวจหาสารพันธุกรรม (DNA หรือ RNA) ของเชื้อ Trichomonas vaginalis จากตัวอย่างตกขาว ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศ
ข้อดี
- มีความไวและความแม่นยำสูงกว่าวิธีตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์
- สามารถตรวจพบเชื้อได้แม้มีปริมาณน้อย
- เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีอาการหรือมีอาการไม่ชัดเจน
- ลดโอกาสเกิดผลลบลวง
ข้อจำกัด
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีตรวจทั่วไป
- อาจต้องใช้เวลารอผลนานกว่าการตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ขึ้นอยู่กับห้องปฏิบัติการ
3. การเพาะเชื้อ (Culture)
การเพาะเชื้อเป็นวิธีที่นำตัวอย่างสารคัดหลั่งไปเลี้ยงในอาหารเพาะเชื้อเฉพาะ เพื่อให้เชื้อ Trichomonas vaginalis เจริญเติบโตและสามารถตรวจพบได้
ข้อดี
- มีความแม่นยำในระดับที่ดี
- ใช้ยืนยันการติดเชื้อในบางกรณีที่ผลตรวจอื่นไม่ชัดเจน
ข้อจำกัด
- ใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผล
- ปัจจุบันมีการใช้น้อยลง เนื่องจากการตรวจ NAAT ให้ผลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงกว่า
ควรตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย
เนื่องจากผู้ติดเชื้อ Trichomonas vaginalis อาจมีการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น
- การตรวจเอชไอวี (HIV)
- การตรวจซิฟิลิส
- การตรวจหนองในแท้และหนองในเทียม
- การตรวจไวรัสตับอักเสบบีและซี (ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง)
การตรวจคัดกรองโรคร่วมจะช่วยให้ได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสการแพร่เชื้อไปยังคู่นอน
การรักษาโรคพยาธิในช่องคลอด
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) เป็นโรคที่ สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง โดยยาหลักที่ใช้รักษาคือ ยาต้านโปรโตซัวในกลุ่ม Nitroimidazole ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อ Trichomonas vaginalis ได้ดี
- ยาที่ใช้รักษา ได้แก่
- Metronidazole
- Tinidazole
- แพทย์จะพิจารณาชนิดของยา ขนาดยา และระยะเวลาการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย รวมถึงพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น การตั้งครรภ์ ประวัติการแพ้ยา และโรคประจำตัว ผู้ป่วยจึงควรรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ข้อปฏิบัติระหว่างการรักษา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและลดโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้
- รับประทานยาให้ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปแล้ว ก็ไม่ควรหยุดยาเอง เพราะเชื้ออาจยังคงหลงเหลืออยู่ การรับประทานยาไม่ครบอาจทำให้รักษาไม่หายและเพิ่มโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
- งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาหาย ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา และรอจนกว่าทั้งตนเองและคู่นอนจะรักษาเสร็จสิ้นและอาการหายดี เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและการติดเชื้อซ้ำ
- ให้คู่นอนเข้ารับการรักษาพร้อมกัน แม้ว่าคู่นอนจะไม่มีอาการ ก็อาจติดเชื้อและแพร่เชื้อได้ ดังนั้น คู่นอนทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีความเสี่ยงควรได้รับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อกลับไปกลับมา (Reinfection)
- หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ระหว่างใช้ยา Metronidazole หรือ Tinidazole ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และปฏิบัติตามระยะเวลาที่แพทย์หรือฉลากยาระบุหลังรับประทานยาครั้งสุดท้าย เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาและแอลกอฮอล์ ทำให้มีอาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หน้าแดง ปวดศีรษะ ใจสั่น หรือเวียนศีรษะ
- ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากอาการของโรคพยาธิในช่องคลอดอาจคล้ายกับโรคติดเชื้อในช่องคลอดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น หากใช้ยาไม่ตรงกับสาเหตุ อาจทำให้อาการไม่ดีขึ้น วินิจฉัยโรคล่าช้า และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

การป้องกันโรคพยาธิในช่องคลอด
โรคพยาธิในช่องคลอด (Trichomoniasis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สามารถป้องกันได้ แม้ว่าจะเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ แต่การป้องกันย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อน และการแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้ดีกว่า
แนวทางลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ Trichomonas vaginalis มีดังนี้
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอเป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการติดโรคพยาธิในช่องคลอดและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เนื่องจากเชื้อแพร่ผ่านสารคัดหลั่งและการสัมผัสเยื่อบุอวัยวะเพศโดยตรง แม้ว่าถุงยางอนามัยจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่สามารถลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- จำกัดจำนวนคู่นอน การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มโอกาสในการสัมผัสกับผู้ที่อาจมีเชื้อโดยไม่แสดงอาการ การจำกัดจำนวนคู่นอนหรือมีคู่นอนเพียงคนเดียวที่ผ่านการตรวจสุขภาพทางเพศ จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้
- ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ควรเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ แม้จะไม่มีอาการ เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
- ไม่ใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกัน การใช้เซ็กซ์ทอยร่วมกับผู้อื่นอาจทำให้มีการถ่ายทอดสารคัดหลั่งที่มีเชื้อได้ หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ควรทำความสะอาดอุปกรณ์อย่างถูกวิธี และสวมถุงยางอนามัยใหม่กับอุปกรณ์ทุกครั้งก่อนใช้งาน
- รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ หากมีอาการตกขาวผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่น คันช่องคลอด แสบขณะปัสสาวะ หรือมีอาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคพยาธิในช่องคลอดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น
- รักษาคู่นอนพร้อมกัน หากได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน แม้ว่าคู่นอนจะไม่มีอาการก็ตาม เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและลดการแพร่กระจายของโรค
- การป้องกันที่ดี เริ่มต้นจากความใส่ใจสุขภาพทางเพศ โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นโรคที่พบได้บ่อยและหลายคนอาจไม่มีอาการ การดูแลสุขภาพทางเพศ การใช้ถุงยางอนามัย การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ และการสื่อสารกับคู่นอนเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศ เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคพยาธิในช่องคลอด รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคพยาธิในช่องคลอด
Q : โรคพยาธิในช่องคลอดเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่?
A : ใช่ เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว Trichomonas vaginalis
Q : ผู้ชายติดเชื้อได้หรือไม่?
A : ได้ แม้ส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
Q : ใช้ถุงยางแล้วป้องกันได้ 100% หรือไม่?
A : ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% หากมีการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือผิวหนังบริเวณที่ไม่ได้ปกปิด
Q : รักษาหายขาดหรือไม่?
A : รักษาหายได้ หากรับประทานยาครบและคู่นอนได้รับการรักษาพร้อมกัน
Q : ติดเชื้อซ้ำได้หรือไม่?
A : ได้ หากกลับไปมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ยังมีเชื้อ
Q : ต้องตรวจ HIV ด้วยหรือไม่?
A : ควรพิจารณาตรวจ เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นเพิ่มขึ้น
Q : หญิงตั้งครรภ์รักษาได้หรือไม่?
A : ได้ แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
Q : โรคนี้เกิดจากการดูแลความสะอาดไม่ดีใช่หรือไม่?
A : ไม่ใช่ สาเหตุหลักคือการติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่เพราะการอาบน้ำไม่สะอาด
Q : หลังรักษาแล้วควรตรวจซ้ำหรือไม่?
A : ในผู้หญิง แนวทางหลายแห่งแนะนำให้ตรวจซ้ำภายในประมาณ 3 เดือนหลังการรักษา เนื่องจากมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ ส่วนผู้ชายให้พิจารณาตามอาการและดุลยพินิจของแพทย์
Q : ควรพบแพทย์เมื่อใด?
A : หากมีตกขาวผิดปกติ คันช่องคลอด แสบเวลาปัสสาวะ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือทราบว่าคู่นอนได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ ควรรีบเข้ารับการตรวจ
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?
- การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข้าใจแนวทางใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
โรคพยาธิในช่องคลอด หรือ Trichomoniasis เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยและสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม แม้ว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากจะไม่มีอาการ แต่ก็ยังสามารถแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้ และหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ภาวะแทรกซ้อนในระบบสืบพันธุ์ และปัญหาในหญิงตั้งครรภ์
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เมื่อมีความเสี่ยง และหากตรวจพบการติดเชื้อ ควรให้คู่นอนเข้ารับการตรวจและรักษาพร้อมกัน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคและป้องกันการติดเชื้อซ้ำในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Trichomoniasis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/trichomoniasis/
- World Health Organization (WHO). Sexually Transmitted Infections (STIs). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
- Merck Manual Professional Edition. Trichomoniasis. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.merckmanuals.com/professional
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ความรู้ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และสุขภาพทางเพศ. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://hp.anamai.moph.go.th
