คำตอบคือได้ในหลายแห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. คือหน่วยบริการปฐมภูมิของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีอยู่ 69 แห่งทั่วเมือง และส่วนหนึ่งเปิดเป็นคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย (BKK Pride Clinic) ที่ตรวจและรักษาเอชไอวีกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ได้ แต่ละแห่งมีรายการตรวจไม่เท่ากัน จึงควรโทรถามศูนย์ที่จะไปก่อนทุกครั้ง
ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า ศูนย์ใกล้บ้านใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ต้องโทรถามก่อนว่าที่นั่นตรวจอะไรได้บ้าง
ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. คืออะไร ต่างจากโรงพยาบาลอย่างไร
กองการพยาบาลสาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ระบุว่ามีศูนย์บริการสาธารณสุขในสังกัดรวม 69 แห่ง แต่ละแห่งดูแลประชาชนตามพื้นที่ของตัวเอง
สำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร อธิบายว่าศูนย์เหล่านี้เป็นบริการสุขภาพปฐมภูมิ ทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ครอบคลุม 4 มิติ คือ การรักษาพยาบาล การควบคุมและป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพ และการฟื้นฟูสุขภาพ ตัวอย่างเช่นศูนย์บริการสาธารณสุข 47 คลองขวาง ที่ดูแลประชากรในความรับผิดชอบมากกว่า 70,000 คน
ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ศูนย์ได้แค่ไหน
ประกาศของกรุงเทพมหานครเมื่อ 11 มิถุนายน 2568 ระบุจำนวนคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย หรือ BKK Pride Clinic ไว้สองค่าในหน้าเดียวกัน ย่อหน้าของสำนักอนามัยบอกว่ามี 31 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ทั้งของสำนักการแพทย์และสำนักอนามัย ให้บริการตรวจรักษาเอชไอวี วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฮอร์โมน และสุขภาพจิต ส่วนอีกย่อหน้าบอกว่าขอรับคำปรึกษาได้ที่ 32 แห่ง ซึ่งรวมศูนย์บริการสาธารณสุข 20 แห่ง
ตัวอย่างบริการที่ประกาศไว้สำหรับคลินิกแห่งหนึ่งในเครือนี้ ได้แก่ ปรึกษาเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย ตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี วัคซีนเอชพีวี คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตรวจระดับฮอร์โมน และยาป้องกันเอชไอวีทั้งก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ
สิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลกลางยืนยันคือ ศูนย์ทั้ง 69 แห่งให้บริการเหมือนกันหรือไม่ อยากเห็นภาพรวมว่าการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอะไรบ้าง อ่านไว้ก่อนจะช่วยให้ถามได้ตรงจุด
ทำไมคนกรุงเทพฯ ควรใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ข้อมูลของกรุงเทพมหานครเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ระบุว่า ปี 2567 กรุงเทพฯ มีรายงานโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 8,672 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 160.72 ต่อประชากรแสนคน โดยซิฟิลิสพบมากที่สุดในกลุ่มนี้ คือ 4,566 ราย อัตราป่วย 83.15 ต่อประชากรแสนคน และเฉพาะช่วงอายุ 15–24 ปี พบ 1,204 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 190.53 ต่อประชากรแสนคน
องค์การอนามัยโลกระบุว่าการติดเชื้อที่รักษาหายได้ คือ หนองในเทียม หนองใน ซิฟิลิส และพยาธิช่องคลอด เกิดขึ้นมากกว่า 1 ล้านรายต่อวันทั่วโลก และส่วนใหญ่ไม่มีอาการ
แปลว่าอะไรสำหรับคุณ การรอให้มีอาการก่อนอาจทำให้พลาดโรคที่รักษาหายได้ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะไปที่ไหน ลองดูว่าจุดตรวจในกรุงเทพฯ อยู่ตรงไหนบ้าง
ไปถึงแล้วเจอขั้นตอนอะไรบ้าง
ตารางนี้สรุปขั้นตอนหลักตามแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค
| ขั้นตอน | สิ่งที่เกิดขึ้น | สิ่งที่คุณช่วยได้ |
|---|---|---|
| ซักประวัติและประเมินความเสี่ยง | ถามอาการทางท่อปัสสาวะ ช่องคลอด ทวารหนัก ช่องคอ ผิวหนัง เพศของคู่ ช่องทางที่ใช้ และประวัติเคยเป็น | บอกตรง ๆ ว่ามีเพศสัมพันธ์ทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก |
| ตรวจร่างกาย | ตรวจบริเวณที่มีอาการ เช่น อวัยวะเพศ หรือรอบทวารหนัก | บอกตำแหน่งที่ผิดปกติให้ครบ |
| เก็บตัวอย่างส่งตรวจ | เช่น เก็บปัสสาวะช่วงต้นเพื่อหาเชื้อหนองในและหนองในเทียมด้วยวิธีขยายสารพันธุกรรม | ถามล่วงหน้าว่าต้องงดปัสสาวะก่อนหรือไม่ |
| ตรวจเพิ่มตามความเสี่ยง | แนวทางระบุว่าผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงควรตรวจซิฟิลิส ไวรัสตับอักเสบบี และได้รับการปรึกษาเพื่อตรวจเอชไอวี | เล่าความเสี่ยงตามจริง เพราะรายการตรวจขึ้นกับข้อมูลนี้ |
| ก่อนกลับบ้าน | ให้ความรู้ ฝึกทักษะใช้ถุงยางอนามัย และพูดถึงการรักษาคู่เพศสัมพันธ์ | ถามว่าได้ยาวันนี้ไหม และต้องกลับมาเมื่อไร |
จุดที่หลายคนไม่รู้คือ แนวทาง พ.ศ. 2567 อ้างข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่า ผู้ที่มาด้วยอาการท่อปัสสาวะอักเสบ ระดูขาวผิดปกติ หรือทวารหนักอักเสบ ควรได้รับการรักษาภายในวันที่มาตรวจ และถ้าผลยังไม่ออกวันนั้น ควรให้การรักษาที่ครอบคลุมไปก่อนเพื่อลดการแพร่เชื้อ
ค่าใช้จ่ายเป็นอย่างไร มีอะไรฟรีบ้าง
สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ระบุว่าภายใต้มาตรการ Test & Treat การตรวจคัดกรองเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เบิกจ่ายตามสิทธิ และไม่เสียค่าใช้จ่ายในกลุ่มวัยรุ่น ผู้ที่มีความเสี่ยงสูง และผู้ไร้สิทธิ โดยไม่ได้ระบุว่าครอบคลุมทุกหน่วยบริการ ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในสามกลุ่มนี้ ให้ถามค่าใช้จ่ายกับศูนย์ก่อน ส่วนสิทธิระดับประเทศที่กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค สรุปไว้เมื่อเดือนธันวาคม 2567 มีดังนี้
- ตรวจเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง สำหรับคนไทยทุกคน ใช้บัตรประชาชน ที่โรงพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง ฟรีคนละ 1 ชุดต่อวัน ที่หน่วยบริการซึ่งขึ้นทะเบียนกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- ถุงยางอนามัยฟรีสำหรับทุกคน ที่หน่วยบริการสาธารณสุข โรงพยาบาลของรัฐ หรือผ่านแอปเป๋าตัง
- ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ PrEP (เพร็พ) ฟรีสำหรับทุกคน ใช้บัตรประชาชน ที่หน่วยบริการซึ่งร่วมจัดบริการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อเอชไอวี หรือ PEP (เป๊ป) ฟรีทุกคน ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ
PEP มีกรอบเวลาที่พลาดไม่ได้ ข้อมูลของ HIV.gov ระบุว่าต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ผล ต้องกินทุกวันจนครบ 28 วัน และใช้เฉพาะกรณีฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาประจำ
เรื่องแบบไหนที่ศูนย์จะส่งต่อโรงพยาบาล
แนวทาง พ.ศ. 2567 วางเส้นไว้ชัด เช่น รักษาแล้วรอยโรคไม่หาย ให้ไปรักษาต่อกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือยังมีอาการหลังรักษาโรคหนองใน ควรส่งเพาะเชื้อดูความไวต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่พร้อมกว่า
แนวทางยังเตือนว่าเขียนให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ ไม่ใช่ให้ประชาชนซื้อยารักษาตัวเอง เพราะการใช้ยาโดยไม่มีการวินิจฉัยที่ถูกต้องอาจรักษาไม่ได้ผลและนำไปสู่เชื้อดื้อยา
เช็กลิสต์ก่อนออกจากบ้าน
- โทรถามว่าศูนย์นั้นตรวจรายการไหนได้ และเป็นคลินิกสุขภาพเพศหลากหลายหรือไม่
- พกบัตรประชาชน เพราะสิทธิหลายอย่างใช้บัตรใบเดียว
- เตรียมข้อมูลว่าเสี่ยงเมื่อไร ช่องทางไหน และตรวจครั้งล่าสุดเมื่อไร
- ถามว่าผลออกเมื่อไร รับผลอย่างไร และคู่ควรมาตรวจด้วยหรือไม่
คำถามที่พบบ่อย
ไม่มีอาการเลย ไปตรวจได้ไหม
ได้ และมักเป็นเหตุผลที่ควรไปด้วยซ้ำ องค์การอนามัยโลกระบุว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และแนะนำให้คัดกรองผู้ไม่มีอาการในประชากรและบริบทที่จัดลำดับความสำคัญไว้ ส่วนแนวทางไทย พ.ศ. 2567 ระบุว่าการดูแลรวมถึงการค้นหาโรคที่ยังไม่มีอาการ เช่น เอชไอวี หนองใน และซิฟิลิส
ต้องรอผลก่อนถึงจะได้ยาหรือเปล่า
ไม่เสมอไป สำหรับผู้มีอาการบางกลุ่ม แนวทาง พ.ศ. 2567 ระบุว่าควรได้รับการรักษาภายในวันที่มาตรวจ และหากผลยังไม่ออกวันนั้น ควรให้การรักษาที่ครอบคลุมไปก่อน เรื่องนี้ต้องให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคน
คู่ของเราต้องไปตรวจด้วยไหม
ควรคุยกับผู้ให้บริการตั้งแต่วันแรก แนวทางไทยกำหนดให้การดูแลรวมถึงการติดตามและรักษาคู่เพศสัมพันธ์ พร้อมให้ความรู้เรื่องการตรวจรักษาผู้สัมผัสโรคและการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ
ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของศูนย์นั้น ใช้บริการได้ไหม
ศูนย์แต่ละแห่งรับผิดชอบประชากรตามพื้นที่ จึงควรโทรถามเงื่อนไขก่อน ส่วนสิทธิตรวจเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง กรมควบคุมโรคระบุว่าใช้ได้ที่โรงพยาบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สรุป
ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. เป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายเรื่องสุขภาพทางเพศ เพราะเป็นบริการปฐมภูมิที่มีถึง 69 แห่ง และบางแห่งเปิดเป็นคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย สิ่งที่ต้องทำก่อนคือโทรถามรายการตรวจ
สิ่งที่ทำได้วันนี้มีสามอย่าง หนึ่ง เลือกศูนย์ที่ไปได้จริงแล้วโทรถาม สอง เตรียมบัตรประชาชนกับข้อมูลความเสี่ยงของตัวเอง สาม ถ้าอยากวางแผนล่วงหน้า จองคิวตรวจออนไลน์ไว้ก็ช่วยลดการเสียเที่ยว อยากเข้าใจโรคแต่ละชนิดก่อนไป อ่านคลังความรู้เรื่อง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้
การไปตรวจไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด มันคือการดูแลตัวเองแบบเดียวกับการตรวจสุขภาพประจำปี ข้อมูลนี้ใช้วางแผนเท่านั้น ความเสี่ยงของแต่ละคนต่างกัน ให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินเป็นรายคนเสมอ
แหล่งอ้างอิง
- สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร — ศูนย์บริการสาธารณสุข 69 แห่ง
- สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม. — เฝ้าระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และคลินิกสุขภาพเพศหลากหลาย
- สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม. — บริการของ BKK Pride Clinic
- สำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม. — บริการปฐมภูมิ 4 มิติของศูนย์บริการสาธารณสุข
- กรมควบคุมโรค — สรุปสิทธิประโยชน์ด้านเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567
- องค์การอนามัยโลก — โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- HIV.gov — ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (PEP)



