รู้ทันโรคแผลริมอ่อน จากการติดเชื้อสู่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

รู้ทันโรคแผลริมอ่อน จากการติดเชื้อสู่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่ยังคงท้าทายทั่วโลก และหนึ่งในโรคที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนักคือ โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ซึ่งทำให้เกิดแผลเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ และสามารถแพร่กระจายได้ง่ายหากไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง

แม้จะไม่พบบ่อยเท่าซิฟิลิสอ หรือหนองใน แต่โรคแผลริมอ่อนก็มีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้มากขึ้น

รู้ทันโรคแผลริมอ่อน จากการติดเชื้อสู่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

โรคแผลริมอ่อน คืออะไร?

โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi เชื้อนี้ทำให้เกิดแผลเปิดที่อวัยวะเพศซึ่งมีลักษณะเจ็บปวด แตกต่างจากแผลริมแข็งของโรคซิฟิลิสที่มักไม่เจ็บ

ลักษณะสำคัญของแผลริมอ่อน

  • มักเริ่มต้นจากตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ
  • แตกออกกลายเป็นแผลตื้น ๆ ที่ขอบไม่เรียบ
  • มีหนองหรือเลือดซึมออกมา
  • มักมีอาการเจ็บมาก โดยเฉพาะขณะเดิน นั่ง หรือปัสสาวะ
  • ในบางรายอาจเกิด ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต และเจ็บ (Bubo) ซึ่งอาจแตกออกมาเป็นหนองได้

โรคแผลริมอ่อนติดต่อได้อย่างไร?

โรคนี้แพร่กระจายหลัก ๆ ผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือทางปาก

ช่องทางการติดเชื้อ

  • การสัมผัสโดยตรงกับแผลที่มีเชื้อ หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีแผลริมอ่อน เชื้อสามารถถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายได้ทันที
  • การใช้ถุงยางอนามัยไม่สม่ำเสมอหรือไม่ถูกวิธี ถึงแม้การใช้ถุงยางจะช่วยลดความเสี่ยง แต่ถ้าใช้ผิดวิธีก็ยังสามารถติดเชื้อได้
  • การมีคู่นอนหลายคน เพิ่มโอกาสการสัมผัสเชื้อจากผู้ที่ไม่รู้ตัวว่ามีโรค
  • การใช้ของร่วมกันที่ปนเปื้อน แม้จะพบน้อย แต่ก็มีรายงานการติดจากการใช้ของที่สัมผัสแผล เช่น ผ้าเช็ดตัว

อาการของโรคแผลริมอ่อน 

ระยะฟักตัว (กี่วันถึงจะเริ่มมีอาการ) โดยทั่วไป ประมาณ 4–10 วัน หลังได้รับเชื้อ (พบบ่อย 4–7 วัน) บางคนอาจสังเกตว่าเริ่ม คัน/แสบเล็กน้อยเป็นจุด ก่อนจะกลายเป็นตุ่ม

ลำดับการเปลี่ยนแปลงของแผล (รอยโรค)

  • ตุ่มนูนแดง ขนาดไม่กี่มิลลิเมตร
  • กลายเป็น ตุ่มหนอง
  • แตกเป็นแผลตื้น ที่ขอบไม่เรียบ และปวดมาก

ขนาดแผลโดยทั่วไป ~0.5–2 ซม. อาจใหญ่ขึ้นหรือหลายแผลมาชิดกันจนดูเป็นปื้นเดียว ฐานแผลมักมี คราบเหลืองเทา/เนื้อตาย (necrotic base) ขอบแผล ไม่เรียบ และคล้ายถูกกัดบ่อน กดแล้วเลือดออกง่าย มีกลิ่นเหม็นได้ในบางราย

อาการหลัก (ที่คนไข้มักรู้สึก)

  • เจ็บ/แสบมาก ตลอดเวลา ยิ่ง ปัสสาวะหรือมีเพศสัมพันธ์จะยิ่งเจ็บ
  • รู้สึก บวม แดง ร้อน บริเวณรอยโรค
  • บางคนมี หนอง หรือ เลือดซึม จากแผล
  • มักมี มากกว่า 1 แผล เพราะ “autoinoculation” คือเชื้อกระจายจากแผลเดิมไปจุดใกล้เคียง

ตำแหน่งที่พบบ่อย (ชาย–หญิงต่างกัน)

  • ผู้ชาย: หนังหุ้มปลาย (prepuce), รอยต่อใต้หนังหุ้มปลาย (frenulum), ขอบมงกุฎ/ปลายองคชาต, โคนอวัยวะเพศ, ผิวหนังถุงอัณฑะ
  • ผู้หญิง: แคมเล็ก–แคมใหญ่, ปากช่องคลอด (introitus), ฝีเย็บ, รอบทวารหนัก และอาจเกิดด้านในช่องคลอด/ปากมดลูก (มองไม่เห็นจากภายนอก)
  • บริเวณอื่น: รอบทวารหนัก (จากเพศทางทวารหนัก) หรือปาก/ริมฝีปาก (จาก oral sex) — พบน้อยกว่า

อาการร่วม (ระบบอื่น/ต่อมน้ำเหลือง)

  • ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต เจ็บมาก (inguinal lymphadenitis)
    • พบบ่อยข้างเดียว แต่เป็นสองข้างก็ได้
    • คลำได้ก้อนโต ร้อน แดง เจ็บ กดเจ็บมาก
    • เมื่อมีหนองสะสมจะกลายเป็น “bubo” (ไส้ติ่งหนองของต่อมน้ำเหลือง) อาจนุ่ม คลื่นไหว และ แตกทะลุผิวหนัง กลายเป็นรูระบายหนองได้
  • อาจมี ไข้ หนาวสั่น ปวดเมื่อย/อ่อนเพลีย ในรายที่การอักเสบรุนแรง
  • แสบขณะปัสสาวะ (dysuria) และ เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ (dyspareunia) พบได้ โดยเฉพาะเมื่อแผลอยู่บริเวณทางเข้า–ออกของท่อปัสสาวะหรือปากช่องคลอด

ความแตกต่างจากโรคอื่น (แยกโรคให้ชัด)

  • ซิฟิลิสระยะแรก (แผลริมแข็ง): แผล มักไม่เจ็บ, ขอบเรียบ เรียกว่า clean-based ulcer และต่อมน้ำเหลืองโต มักไม่เจ็บ
  • เริมอวัยวะเพศ (HSV): เริ่มเป็น ตุ่มน้ำใสหลายตุ่ม แล้วแตกเป็นแผลตื้น หลายจุด เจ็บแสบ และมักกำเริบซ้ำเป็นระยะ
  • Lymphogranuloma venereum (LGV): แผลเริ่มเล็ก/ไม่เด่น แล้วเด่นที่ ต่อมน้ำเหลืองโตมาก เจ็บปวด มีรูทะลุ
  • Granuloma inguinale (Donovanosis): แผล นุ่ม ไม่เจ็บ ขอบนูนแดง “beefy red” เลือดออกง่าย ไม่มี ต่อมน้ำเหลืองโตชัด

ข้อสังเกต แผลริมอ่อน ที่ช่วยชี้เป้า: เจ็บมาก, ขอบไม่เรียบเหมือนถูกบ่อน, ฐานแผลมีคราบเนื้อตาย, ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต และ เจ็บ จนเดินลำบาก

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นถ้าไม่รักษา

  • แผลเรื้อรัง/แผลใหญ่/แผลหลายแห่ง หายยาก และกลับเป็นซ้ำ
  • ติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน มีหนอง มีกลิ่น และผิวหนังรอบแผลอักเสบ
  • พังผืด และรอยแผลเป็น ทำให้ผิวหนังตึงผิดรูป (เช่น หนังหุ้มปลายตีบ/รูดไม่ได้ phimosis/paraphimosis ในผู้ชาย)
  • บูโบแตกเป็นรู (sinus tract) ที่ขาหนีบ ต้องทำแผลนาน
  • เพิ่มความเสี่ยงติด และแพร่เชื้อ HIV เนื่องจากแผลเปิดทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย/ออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น

สัญญาณเตือนที่ควรพบแพทย์ทันที

  • แผลอวัยวะเพศ เจ็บมาก และ เกิน 7 วันไม่ดีขึ้น
  • มีก้อน ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต เจ็บ/นุ่ม คลื่นไหว หรือมีหนอง
  • มี ไข้สูง หนาวสั่น ปวดบวมแดงมาก หรือกลิ่นเหม็นจากแผล
  • มีความเสี่ยงสูงจากเพศสัมพันธ์ล่าสุด (ถุงยางแตก/ไม่ใช้ถุงยาง/คู่นอนหลายคน)
  • ตั้งครรภ์/ภูมิคุ้มกันบกพร่อง/ติดเชื้อ HIV — ควรประเมิน และรักษาเร็วเป็นพิเศษ

การวินิจฉัยโรคแผลริมอ่อน

โรคแผลริมอ่อนมีอาการคล้ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ เช่น ซิฟิลิส หรือเริม ดังนั้นแพทย์ต้องแยกโรคให้ชัดเจน

ขั้นตอนการวินิจฉัย

  • การซักประวัติ (Medical & Sexual History)
    • ประวัติการมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน
    • การมีคู่นอนหลายคนหรือสัมพันธ์กับกลุ่มเสี่ยง
    • ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ เช่น ตุ่ม → แตกเป็นแผล
  • การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
    • ตรวจลักษณะแผล: ขอบไม่เรียบ เจ็บมาก มีหนอง
    • ตรวจต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ: โต เจ็บ อาจคลำได้ก้อนหนอง (bubo)
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab Tests)
    • การย้อมเชื้อจากแผล (Gram stain): หาคุณสมบัติของเชื้อ Haemophilus ducreyi
    • การเพาะเชื้อ: วิธีมาตรฐานแต่ทำได้ยาก ใช้ในห้องปฏิบัติการเฉพาะ
    • การตรวจแยกโรค:
      • ตรวจซิฟิลิส (VDRL, RPR, TPHA)
      • ตรวจเริม (PCR หรือ Tzanck test)
      • ตรวจ HIV และ STIs อื่น ๆ ควบคู่ เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้มีโอกาสติดเชื้อร่วม
การรักษาโรคแผลริมอ่อน

การรักษาโรคแผลริมอ่อน

โรคนี้สามารถรักษาได้หายขาดหากได้รับ ยาปฏิชีวนะ (antibiotics) ที่เหมาะสม และรักษาคู่นอนพร้อมกัน

ระยะเวลาการหาย (โดยประมาณ)

  • เมื่อรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม
    • อาการเจ็บมักดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง
    • แผลค่อย ๆ ตื้น และปิดใน 7–14 วัน (แล้วแต่ขนาด/ตำแหน่ง/ภูมิคุ้มกัน)
  • หากไม่ได้รักษา: แผลอาจคงอยู่นาน หลายสัปดาห์–หลายเดือน ทิ้งรอยแผลเป็น และภาวะแทรกซ้อน

ยาปฏิชีวนะที่แนะนำ 

  • Azithromycin 1 กรัม รับประทานครั้งเดียว
  • Ceftriaxone 250 มก. ฉีดเข้ากล้ามเนื้อครั้งเดียว
  • Ciprofloxacin 500 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน
  • Erythromycin 500 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน

การเลือกใช้ยาขึ้นอยู่กับอายุ, การตั้งครรภ์ และประวัติการแพ้ยา

การดูแลร่วม (Supportive Care)

  • รักษาความสะอาดแผลทุกวัน → ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
  • งดเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายสนิท
  • ตรวจ และรักษาคู่นอนพร้อมกัน → ตัดวงจรการแพร่เชื้อ
  • ติดตามผลการรักษา → ปกติแผลจะเริ่มดีขึ้นใน 3–7 วัน

การป้องกันโรคแผลริมอ่อน

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่ว่าจะทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก
  • ลดจำนวนคู่นอน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง
  • ตรวจสุขภาพทางเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 3–6 เดือนหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง
  • พูดคุยเรื่องสุขภาพกับคู่นอน อย่างเปิดเผย
  • หากพบแผลผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์ → การรักษาเร็วช่วยลดโอกาสภาวะแทรกซ้อน

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) แม้จะไม่ใช่โรคที่พบได้บ่อยนัก แต่ก็เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ต้องให้ความสำคัญ การรู้จักอาการ ความเสี่ยง และแนวทางการรักษาจะช่วยให้คุณสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง หากมีแผลผิดปกติบริเวณอวัยวะเพศ ควรรีบพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม

การป้องกันยังคงเป็นหัวใจสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงยางอนามัย การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ หรือการพูดคุยเรื่องสุขภาพกับคู่นอน เพราะสุขภาพทางเพศที่ปลอดภัยคือพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดี

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs). [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Chancroid – 2015 STD Treatment Guidelines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.cdc.gov/std/tg2015/chancroid.htm
  • UNAIDS. Global HIV & AIDS statistics — Fact sheet. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th
  • มูลนิธิเพื่อพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค (มพบ.). ข้อมูลสุขภาพและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.consumerthai.org

Similar Posts

  • |

    รุก–รับ อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร?

    ในปัจจุบัน คำว่า รุก–รับ กลายเป็นคำที่พบได้ทั่วไปในบริบทของความหลากหลายทางเพศ และสุขภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมต่อบทบาทเหล่านี้ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย หลายคนเชื่อว่าการเป็น รับมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่า หรือบางคนมองว่าผู้ที่เป็น รุกปลอดภัยกว่าโดยอัตโนมัติ ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด และอาจทำให้เกิดการประมาทในการป้องกันตนเอง

    ความจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ไม่ได้เลือกบทบาททางเพศ แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรม ความถี่ วิธีป้องกัน และการดูแลสุขภาพเป็นหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจอย่างรอบด้านว่า รุก–รับคืออะไร เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงอย่างไร และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีใดบ้าง

  • รู้จักโรคฝีมะม่วงให้มากขึ้น ป้องกันก่อนสายเกินไป

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สัมพันธ์กับการป้องกัน HIV และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในโรคที่หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหูคือ โรคฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum: LGV) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis ชนิดรุนแรง แม้จะไม่พบได้บ่อยเท่าโรคหนองในหรือซิฟิลิส แต่ก็มีความอันตรายหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา

    เราจะพาคุณมาทำความรู้จักโรคฝีมะม่วงอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ ภาวะแทรกซ้อน วิธีรักษา และการป้องกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศก่อนจะสายเกินไป

  • ยาเป๊ป (PEP) ยาต้านไวรัสฉุกเฉิน ป้องกันได้ทันที

    การป้องกันเอชไอวี (HIV) เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้ และแม้ว่าเราจะมีวิธีป้องกันหลายอย่าง เช่น การใช้ถุงยางอนามัย หรือยาเพร็พ (PrEP) แต่ในบางสถานการณ์ เราอาจเผชิญกับความเสี่ยงโดยไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ถุงยางอนามัยแตก หรือการสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี ในกรณีเช่นนี้ ยาเป๊ป อาจเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้ แต่ต้องรีบดำเนินการทันที!

  • ทำไมการระบาดของโรคฝีดาษลิงจึงถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศ

    โรคฝีดาษลิง (Monkeypox หรือ Mpox) กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการสาธารณสุขโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดในหลายประเทศพร้อมกันในปี 2022–2023 และต่อเนื่องในบางพื้นที่ แม้เดิมทีโรคนี้จะถูกพบในแอฟริกาเป็นหลัก แต่การแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนในครั้งนี้กลับเกิดขึ้นในวงกว้าง และมีรายงานจำนวนมากที่พบการติดเชื้อในกลุ่มผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (MSM) จนเกิดการตั้งคำถามว่าทำไมการระบาดของโรคฝีดาษลิงจึงถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศ

    การเชื่อมโยงนี้ไม่ได้หมายความว่าโรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แบบเดียวกับเอชไอวีหรือซิฟิลิส แต่เพราะเส้นทางการแพร่เชื้อของไวรัสสามารถเกิดได้จากการสัมผัสใกล้ชิดทางกาย รวมถึงการสัมผัสผิวหนังที่มีผื่นหรือแผลในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การเข้าใจกลไกนี้อย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดการตีตราและเพิ่มการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

  • |

    Safe Sex ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือเรื่องที่ควรรู้

    ในอดีต เรื่องเพศมักถูกมองว่าเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องที่ ไม่ควรถาม ไม่ควรพูด และไม่ควรรู้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นหรือคนที่ยังไม่ได้แต่งงาน ความเชื่อนี้ทำให้หลายคนเติบโตมาโดยขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพทางเพศ ส่งผลให้เกิดปัญหาที่รุนแรงกว่าความเขินอาย นั่นคือ การติดเชื้อเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) และการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม

    ในความเป็นจริงแล้ว Safe Sex ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือ ทักษะชีวิต ที่ทุกคนควรรู้ เพราะสุขภาพทางเพศไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ แต่คือเรื่องของสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความรับผิดชอบต่อทั้งตนเองและผู้อื่น

    เราจะพาคุณทำความเข้าใจ Safe Sex อย่างถูกต้อง ครอบคลุมการป้องกันเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการสร้างทัศนคติใหม่ที่ปลอดภัยและเคารพตัวเอง

  • โรคเริม คืออะไร? ติดต่อได้อย่างไร? ป้องกันได้หรือไม่?

    โรคเริม (Herpes) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus หรือ HSV) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำ แม้ในกรณีที่ไม่มีอาการก็ตาม ซึ่งอาจสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยทั้งในแง่ของสุขภาพกาย และใจ การทำความเข้าใจว่าโรคเริมคืออะไร ติดต่อได้อย่างไร และจะป้องกันได้หรือไม่นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตนเอง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น