ในยุคที่โลกเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น การพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ควรเป็นเรื่องต้องหลบซ่อนอีกต่อไป หนึ่งในโรคที่ถูกพูดถึงน้อย แต่กำลังกลับมาอย่างน่ากังวลในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ก็คือ โรคหนองใน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย และสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายโดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และผู้มีพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงสูง
คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หนองในอันตรายไหม? ถ้าติดแล้วจะรักษาหายไหม? หรือ หนองในต้องตรวจยังไง เจ็บไหม? ฉะนั้นการเจาะลึกทุกแง่มุมของโรคหนองใน ตั้งแต่การติดเชื้อ อาการ การรักษา ไปจนถึงผลกระทบระยะยาว และแนวทางป้องกัน เพื่อให้เข้าใจโรคนี้อย่างถูกต้อง และสามารถดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองได้อย่างมั่นใจ
โรคหนองใน คืออะไร?
โรคหนองใน (Gonorrhea) คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria gonorrhoeae โดยแบคทีเรียชนิดนี้จะเข้าทำลายเยื่อบุของอวัยวะต่าง ๆ เช่น อวัยวะเพศ ช่องคลอด ทวารหนัก ลำคอ และดวงตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เชื้อสามารถเจริญเติบโตได้ดี
โรคหนองในจัดเป็นหนึ่งในโรคติดต่อที่เก่าแก่ที่สุด และยังพบได้บ่อยจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสามารถติดต่อได้ง่ายมากผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือแม้กระทั่งการทำออรัลเซ็กส์ หากผู้ติดเชื้อไม่มีอาการก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว
แม้โรคหนองในจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว และใช้ยาที่ถูกต้อง แต่ปัญหาคือมีผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ตัวว่าติด และละเลยการตรวจหรือการรักษา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น มีบุตรยาก ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่ถึงขั้นเสียชีวิตได้
การรู้เท่าทันโรคหนองในจึงไม่ใช่แค่การป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการหยุดยั้งการแพร่กระจายของโรคในระดับสังคมอีกด้วย
โรคหนองในอันตรายไหม?
หลายคนอาจมองว่า โรคหนองใน เป็นแค่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่รักษาง่าย และไม่มีผลร้ายแรงในระยะยาว จึงมักละเลยที่จะตรวจหาหรือเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ความจริงที่น่ากังวลคือ หนองในเป็นโรคที่อาจดูเหมือนไม่มีพิษภัยในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา โรคนี้สามารถลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงต่อร่างกายได้
หนึ่งในอันตรายสำคัญของโรคหนองใน คือ ภาวะมีบุตรยาก โดยเฉพาะในผู้หญิง หากเชื้อหนองในลุกลามขึ้นไปยังมดลูก และท่อนำไข่ อาจทำให้เกิดการอักเสบของอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease – PID) ซึ่งเป็นภาวะที่ทำลายโครงสร้างของระบบสืบพันธุ์ และอาจทำให้เกิดภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือมีบุตรยากถาวร
ในผู้ชาย หนองในที่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิด อัณฑะอักเสบ และมีผลกระทบต่อจำนวน และคุณภาพของอสุจิ ส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ เชื้อหนองในยังสามารถลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด จนก่อให้เกิดภาวะ ติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือโรคข้ออักเสบจากหนองใน (Disseminated Gonococcal Infection – DGI) ซึ่งแม้พบได้น้อย แต่สามารถเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรตระหนัก คือ การติดเชื้อหนองใน เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้มากขึ้นหลายเท่า เนื่องจากการอักเสบจากเชื้อหนองในทำให้เยื่อบุผิวหนัง และเยื่อบุอวัยวะเพศบางลง เป็นจุดเปิดสำหรับเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไม่ใช้ถุงยาง หรือมีคู่นอนหลายคน
ทำไมถึงติดโรคหนองในได้ง่าย มีดังนี้
- โรคนี้ติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไม่มีการสอดใส่
- ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการ ทำให้ไม่รู้ตัวว่ากำลังแพร่เชื้อโรค
- การปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง
- เชื้อดื้อยากำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้การรักษายากขึ้นหากปล่อยให้เชื้อดื้อ
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะมีอาการหรือไม่ หากมีพฤติกรรมเสี่ยง ก็ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อหนองใน และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคนี้ อันตรายกว่าที่คิด และ ป้องกันได้ง่ายกว่าที่หลายคนทำ
โรคหนองในติดต่อทางไหนได้บ้าง?
โรคหนองในสามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ไม่ใช่แค่การสอดใส่เท่านั้น
- ทางเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ โดยไม่ใช้ถุงยาง (ช่องคลอด ทวารหนัก)
- ออรัลเซ็กส์ โดยเฉพาะหากมีแผลในปาก หรือช่องคอ
- การใช้อุปกรณ์ทางเพศร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด
- การคลอดทางช่องคลอดจากแม่สู่ลูก (ทำให้เด็กติดเชื้อที่ดวงตา)
การจูบ หรือการใช้ของร่วมกันโดยไม่มีแผลเปิด มักไม่ใช่สาเหตุของการติดเชื้อหนองใน

โรคหนองในมีอาการอย่างไร?
อาการของโรคหนองในจะแตกต่างกันระหว่างเพศชาย และหญิง รวมถึงอาจไม่มีอาการใดๆ เลยในบางราย โดยทั่วไปจะปรากฏภายใน 2–7 วันหลังได้รับเชื้อ
เชื้อหนองในมักฟักตัวในร่างกายประมาณ 2–7 วันหลังได้รับเชื้อ โดยอาการอาจเริ่มแสดงออกภายในช่วงเวลานี้ บางรายอาจไม่มีอาการจนกว่าจะผ่านไป 2 สัปดาห์ หรือไม่แสดงอาการเลยแต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
- อาการในผู้ชาย
- ปัสสาวะแสบ ขัด
- มีหนองไหลออกจากปลายองคชาต (สีเหลือง เขียว หรือขาว)
- อัณฑะบวม เจ็บ
- เจ็บหรือมีเลือดขณะหลั่ง
- อาการในผู้หญิง
- ตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น
- ปัสสาวะแสบ ขัด
- ปวดท้องน้อย
- มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
- อาการอื่นๆ
- เจ็บคอ มีหนองหรือคราบขาวบริเวณต่อมทอนซิล (ในกรณีติดเชื้อในคอ)
- เจ็บรูทวาร มีมูกไหล (กรณีติดเชื้อทางทวารหนัก)
การวินิจฉัยโรคหนองใน
การวินิจฉัยโรคหนองในมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหลายคนอาจไม่มีอาการหรือมีอาการคล้ายกับโรคอื่น เช่น หนองในเทียม หรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะทั่วไป การวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และแม่นยำจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาให้หาย และป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังผู้อื่น
วิธีการตรวจโรคหนองในที่ใช้กันในทางการแพทย์
- การตรวจปัสสาวะ (Urine Test) เหมาะสำหรับการตรวจในผู้ชาย และผู้หญิงที่ไม่สะดวกให้แพทย์ตรวจภายใน โดยผู้ป่วยจะเก็บปัสสาวะแรกของวัน (first void urine) ลงในภาชนะที่สะอาด และนำไปตรวจหาดีเอ็นเอของเชื้อ Neisseria gonorrhoeae ด้วยเทคนิคทางห้องปฏิบัติการ
- ข้อดี: ไม่เจ็บตัว เก็บตัวอย่างเองได้
- ข้อจำกัด: อาจไม่แม่นยำเท่าการตรวจด้วยการป้ายสารคัดหลั่ง โดยเฉพาะหากเชื้ออยู่ในตำแหน่งอื่น เช่น ทวารหนักหรือคอ
- การป้ายสารคัดหลั่ง (Swab Test) เป็นวิธีที่แพทย์ใช้ป้ายสารคัดหลั่งจากตำแหน่งที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ เช่น
- ปากมดลูกหรือช่องคลอด (ในผู้หญิง)
- ท่อปัสสาวะ (ในผู้ชาย)
- ทวารหนัก (กรณีมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก)
- คอ หรือต่อมทอนซิล (หากสงสัยว่าติดจากออรัลเซ็กส์)
- ดวงตา (ในกรณีมีอาการตาแดงจากการติดเชื้อในทารกแรกเกิด)
- สารคัดหลั่งที่ได้จะถูกนำไปตรวจด้วยวิธี NAAT หรือเพาะเชื้อ
- การตรวจ NAAT (Nucleic Acid Amplification Test) NAAT เป็นเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจหา DNA ของเชื้อหนองในได้อย่างแม่นยำ แม้จะมีเชื้อเพียงเล็กน้อย โดยวิธีนี้สามารถใช้กับตัวอย่างปัสสาวะหรือสารคัดหลั่งจากหลายตำแหน่งได้ และสามารถตรวจหาเชื้อหนองใน และหนองในเทียม (Chlamydia trachomatis) ได้พร้อมกัน
- ข้อดี
- ความไว และความจำเพาะสูงมาก (มากกว่า 95%)
- ตรวจได้หลายตำแหน่งพร้อมกัน
- ไม่จำเป็นต้องใช้เชื้อที่มีชีวิตเหมือนการเพาะเชื้อ
- ข้อจำกัด
- ค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีอื่น
- บางแห่งยังไม่มีบริการแบบ NAAT โดยเฉพาะในคลินิกขนาดเล็ก
- ข้อดี
- การเพาะเชื้อ (Culture Test) การนำตัวอย่างสารคัดหลั่งไปเพาะในสื่ออาหารเฉพาะ เพื่อดูว่าเชื้อ N. gonorrhoeae เจริญเติบโตหรือไม่ วิธีนี้แม้จะใช้เวลานานกว่า NAAT แต่มีประโยชน์ในการตรวจดูว่าเชื้อดื้อต่อยาปฏิชีวนะหรือไม่ ซึ่งสำคัญมากในกรณีสงสัยเชื้อดื้อยา
ทำไมการตรวจหนองในถึงสำคัญ?
- ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ
- การวินิจฉัยเร็วช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน
- ป้องกันการแพร่เชื้อให้คู่นอนหรือบุคคลอื่น
- ตรวจพร้อมโรคติดต่ออื่นในกลุ่ม STI ได้ในครั้งเดียว เช่น ซิฟิลิส HIV เริม และหนองในเทียม
ใครควรเข้ารับการตรวจหนองใน?
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่มีคู่นอนใหม่ โดยไม่ทราบประวัติทางเพศ
- ผู้ที่มีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะแสบ หนองไหล เจ็บคอเรื้อรัง
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่มชายรักชาย (MSM) หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงอื่น ๆ

โรคหนองในรักษาหายไหม?
คำตอบที่ชัดเจน คือ หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยเร็ว และได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ปัจจุบันการรักษาหลักของโรคหนองในมักใช้วิธีผสมผสานระหว่างการฉีดยา และการกินยา
- แนวทางการรักษาหลัก
- Ceftriaxone (ซีฟทรีอะโซน): เป็นยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ขนาดมาตรฐานคือ 500 มิลลิกรัม ถึง 1 กรัม ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย และตำแหน่งติดเชื้อ
- Azithromycin (อะซิโทรมัยซิน): ยาปฏิชีวนะในรูปแบบยากิน มักใช้ร่วมเพื่อรักษาการติดเชื้อร่วม เช่น หนองในเทียม
- การใช้ยาทั้งสองตัวนี้ร่วมกันจะช่วยลดโอกาสของเชื้อดื้อยา และรักษาการติดเชื้อที่อาจมีมากกว่า 1 ชนิดในเวลาเดียวกัน
- เชื้อดื้อยา ปัจจุบันมีรายงานว่าพบ เชื้อหนองในดื้อยา (Super Gonorrhea) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น จีน และอังกฤษ ซึ่งยาที่เคยใช้รักษาได้ผลในอดีตเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง และบางรายไม่ตอบสนองต่อยาหลายตัวพร้อมกัน ในประเทศไทย เริ่มมีการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาเช่นกัน ทำให้จำเป็นต้องติดตามผู้ป่วยหลังการรักษาเพื่อประเมินว่าอาการหายดีหรือไม่ และควรหลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองโดยไม่ตรวจเชื้ออย่างเด็ดขาด
- คำแนะนำหลังการรักษา
- งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 7 วันหลังจากได้รับยา
- คู่นอนควรได้รับการรักษาพร้อมกัน
- ควรตรวจซ้ำ (test of cure) ประมาณ 1–2 สัปดาห์หลังจากรักษา หากอาการยังไม่ดีขึ้น หรือสงสัยเชื้อดื้อยา
- หลีกเลี่ยงการกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงเดิม เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ
การป้องกันโรคหนองใน
การป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายตั้งแต่ต้น โดยสามารถทำได้ดังนี้
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ (ทุกช่องทาง)
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- พูดคุยเปิดใจกับคู่เรื่องการตรวจ STI
- เข้ารับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
- ไม่ใช้อุปกรณ์ทางเพศร่วมกันโดยไม่ทำความสะอาด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคหนองใน
- หนองในกับการตั้งครรภ์: อันตรายแค่ไหน?
- หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อหนองในเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนสูง เช่น คลอดก่อนกำหนด น้ำคร่ำน้อย และติดเชื้อในทารก โดยทารกอาจติดเชื้อที่ดวงตา หรือระบบทางเดินหายใจ หากไม่ได้รับการรักษา
- ข่าวดีคือ หากตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถรักษาได้อย่างปลอดภัย โดยไม่กระทบต่อลูกน้อยในครรภ์
- ตรวจหนองในบ่อยแค่ไหนจึงเหมาะสม?
- หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจ STI รวมถึงหนองใน อย่างน้อยทุก 3–6 เดือน แม้จะไม่มีอาการใดๆ เพื่อให้สามารถรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก และไม่แพร่เชื้อไปยังผู้อื่น
- หนองในสามารถติดซ้ำได้ไหม?
- ใช่! การติดเชื้อหนองในไม่ได้ทำให้เกิดภูมิคุ้มกัน หมายความว่า คุณสามารถติดซ้ำได้หากกลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือคู่นอนยังไม่ได้รับการรักษา
- หนองในกับคู่นอน: ต้องตรวจ และรักษาพร้อมกันไหม?
- จำเป็นอย่างยิ่ง! หากคุณติดเชื้อหนองใน ควรแจ้งคู่นอนให้เข้ารับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน เพื่อป้องกันการ ติดเชื้อวนซ้ำ และลดการแพร่กระจายเชื้อในชุมชน
- หนองในกับโรคติดต่ออื่น: มีโอกาสติดร่วมกันไหม?
- บ่อยครั้งที่ผู้ติดเชื้อหนองในยังตรวจพบโรคติดต่ออื่นร่วมด้วย เช่น หนองในเทียม(Chlamydia), ซิฟิลิส, เอชไอวี, ไวรัสตับอักเสบบี และซี, เริม (HSV) การตรวจสุขภาพทางเพศควรทำแบบครอบคลุม (STI Panel) เพื่อตรวจสอบการติดเชื้อร่วมอย่างครบถ้วน
- หนองในรักษาเองได้ไหม? ซื้อยามากินเองอันตรายหรือเปล่า?
- การซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองโดยไม่ผ่านแพทย์มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะ อาจเลือกยาไม่ตรงกับเชื้อ ใช้ขนาดยาไม่เหมาะสม ทำให้เชื้อดื้อยา ทำให้อาการซับซ้อนขึ้น และยากต่อการรักษาภายหลัง
- คำแนะนำที่ดีที่สุด คือ เข้ารับการตรวจ และรักษากับแพทย์ โดยเฉพาะที่คลินิกเฉพาะทางด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม
- ตรวจโรคซิฟิลิสเมื่อไรดี? คำตอบสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน
- การรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข้าใจแนวทางใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
โรคหนองใน หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา หนองในสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่อชีวิตและระบบสืบพันธุ์ได้ แต่หากตรวจพบเร็ว และได้รับการรักษาจากแพทย์ที่เหมาะสม หนองในสามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่ารอให้อาการรุนแรง หากคุณมีพฤติกรรมเสี่ยง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ และอย่าลืมใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของคุณ และคนที่คุณรัก
เอกสารอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Gonorrhea – Fact Sheet. ข้อมูลเกี่ยวกับโรคหนองใน การติดต่อ อาการ และแนวทางการรักษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/std/gonorrhea/stdfact-gonorrhea.htm
- World Health Organization (WHO). Gonorrhoea – Key Facts. ข้อมูลทั่วโลกเกี่ยวกับโรคหนองใน การป้องกัน และสถานการณ์ล่าสุด. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/gonorrhoea
- World Health Organization (WHO). Global progress report on HIV, viral hepatitis and sexually transmitted infections, 2021. รายงานความคืบหน้าการควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทั่วโลก. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/publications/i/item/9789240027077
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โรคหนองในและหนองในเทียม. ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อ อาการ และการป้องกัน. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th/dmd/pagecontent.php?page=621
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.). ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงหนองใน ให้บริการฟรีปีละ 1 ครั้ง. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.nhso.go.th/news/view/1265


