ได้ยาครบแล้วอาการก็หายแล้ว ยังต้องกลับไปคลินิกอีกไหม คำตอบคือแล้วแต่โรค เพราะแนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรคเขียนการนัดหลังการรักษาไว้ไม่เหมือนกันในแต่ละโรค บางโรคนัดสั้นแค่ 72 ชั่วโมง บางโรคนัดที่ 3 เดือน ส่วนซิฟิลิสอาจตามผลเลือดนานถึง 24 เดือน บทความนี้รวบรวมว่าการตรวจซ้ำหลังรักษา STI ตามแนวทางไทยฉบับล่าสุดกำหนดไว้อย่างไร ต่างจากออสเตรเลียตรงไหน และคนกรุงเทพฯ ควรวางแผนอย่างไร
ตรวจซ้ำหลังรักษา STI จำเป็นทุกโรคหรือไม่
ไม่ใช่ทุกโรคที่ต้องเก็บตัวอย่างซ้ำเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว แต่แนวทาง พ.ศ. 2567 วางหลักกว้าง ๆ ไว้ในบทที่ว่าด้วยการดูแลผู้มารับบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ว่า ผู้ที่ตรวจพบว่าป่วยหรือมีเชื้อ ควรได้รับการนัดหมายเพื่อติดตามผลการตรวจรักษาทุกราย พร้อมสอบถามเรื่องการรักษาคู่ และนัดตรวจเลือดครั้งต่อไป
หน้าเดียวกันยังเขียนถึงกรณีตรงกันข้ามด้วย คือผู้มารับบริการที่ผลตรวจไม่พบความผิดปกติ ก็ควรได้รับนัดมาฟังผลและนัดตรวจครั้งต่อไป เพราะอาจยังอยู่ในระยะที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อ หรือ window period การได้นัดกลับจึงไม่ได้แปลว่าผลผิดปกติ ใครอยากอ่านภาพรวมของโรคกลุ่มนี้ก่อน หน้าความรู้ STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) สรุปไว้ให้แล้ว
แนวทางไทย พ.ศ. 2567 นัดแต่ละโรคไว้อย่างไร
ท้ายบทของแต่ละโรคมีหัวข้อว่าด้วยการนัดมารับการตรวจภายหลังการรักษา และข้อความของแต่ละโรคไม่เหมือนกัน
| โรค | สิ่งที่หัวข้อการนัดระบุไว้ | การงดมีเพศสัมพันธ์ |
|---|---|---|
| หนองใน | หากอาการไม่ดีขึ้น ให้ตรวจ Gram stain เพาะเชื้อ และทดสอบความไวต่อยา เพื่อหาภาวะดื้อยา หลังรักษามาแล้ว 7 วัน | งด 7 วันหลังรักษา และจนกว่าคู่จะได้รับการรักษา |
| หนองในเทียม | หากอาการไม่ดีขึ้น ให้มาตรวจค้นหาการติดเชื้อด้วยวิธี molecular assay | งดขณะได้รับการรักษา และจนกว่าคู่จะได้รับการรักษา |
| พยาธิช่องคลอด | ครั้งที่ 1 ที่ 7 วัน เพื่อทำ wet smear ซ้ำ ครั้งที่ 2 ที่ 3 เดือน พร้อมคัดกรองเอชไอวีและโรคอื่น | งดระหว่างรักษา และจนกว่าคู่จะได้รับการรักษา |
| เริมที่อวัยวะเพศและทวารหนัก | นัด 7 วันหลังวันรับการรักษา เพื่อดูอาการและรอยโรค | ไม่ได้ระบุในหัวข้อนี้ |
| อุ้งเชิงกรานอักเสบ | นัด 72 ชั่วโมงหลังรักษา ดูการลดลงของไข้และอาการปวดท้อง หากไม่ดีขึ้นต้องรับไว้ในโรงพยาบาล | ไม่ได้ระบุในหัวข้อนี้ |
| ซิฟิลิส | ระยะที่ 1 หรือ 2 นัดที่ 1 เดือนหลังวันรับการรักษา และนัดตรวจเลือดดู RPR/VDRL ตามตาราง | ไม่ได้ระบุในหัวข้อนี้ |
สังเกตว่าหนองในระบุ 7 วันตรง ๆ ส่วนหนองในเทียมเขียนว่างดขณะได้รับการรักษา ตัวเลข 7 วันจึงใช้แทนกันทุกโรคไม่ได้
ซิฟิลิสต้องตามผลเลือดนานแค่ไหน
ซิฟิลิสมีนัดตรวจเลือดยาวที่สุดในแนวทางนี้ ตัวบทระบุว่าหลังรักษาซิฟิลิสระยะต้น ซึ่งหมายถึงระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และระยะแฝงช่วงต้น ระดับ VDRL/RPR titer ควรลดลงจากเดิม 4 เท่าหรือมากกว่าภายใน 6–12 เดือน แต่ระยะแฝงช่วงปลายอาจใช้เวลา 12–24 เดือน ส่วน treponemal test เช่น CIA, TPHA และ FTA-ABS มักให้ผลบวกไปตลอดชีวิต จึงไม่ถูกใช้ติดตามผลการรักษา
| ระยะของโรค | สถานะเอชไอวี | นัดตรวจเลือด (เดือนที่) | ช่วงที่ titer ควรลดลง 4 เท่า |
|---|---|---|---|
| ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 | ไม่มีเชื้อเอชไอวี | 6, 12 | 6–12 เดือน |
| มีเชื้อเอชไอวี | 3, 6, 9, 12, 24 | ||
| ระยะแฝงช่วงต้น ช่วงปลาย และระยะแฝงที่ไม่ทราบช่วงเวลา | ไม่มีเชื้อเอชไอวี | 6, 12, 24 | 12–24 เดือน |
| มีเชื้อเอชไอวี | 6, 12, 18, 24 |
ตารางนี้คือตารางนัดตรวจเลือดติดตามซิฟิลิสของแนวทางไทย และมีจุดที่ควรอ่านละเอียด ตัวบทในเล่มเดียวกันนับระยะแฝงช่วงต้นรวมกับกลุ่มที่ titer ควรลดลงภายใน 6–12 เดือน ขณะที่ตารางจัดระยะนี้ไว้ในแถว 12–24 เดือน เมื่อเอกสารฉบับเดียวกันเขียนไว้สองแบบ ผู้ที่อยู่ในระยะแฝงช่วงต้นจึงควรให้แพทย์เป็นผู้กำหนดนัด หมายเหตุใต้ตารางยังระบุว่า หากพบระดับน้อยกว่า 1:8 หรือไม่เกิน 1 ระดับจากเดิมโดยไม่มีประวัติสงสัยการติดเชื้อซ้ำ อาจเกิดจากภาวะ serofast ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
แนวทางไทยกับแนวทางออสเตรเลียไม่ตรงกันตรงไหน
ถ้าเคยอ่านข้อมูลภาษาอังกฤษแล้วสงสัยว่าทำไมคลินิกไทยไม่นัดตรวจซ้ำ นี่คือจุดที่สองฉบับต่างกันจริง หน้าโรคหนองในของ Australian STI Management Guidelines ระบุให้ทำ test of cure ด้วยวิธี NAAT ที่ 2 สัปดาห์หลังรักษาครบ แยกตามแต่ละตำแหน่งที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เก็บเพาะเชื้อก่อนรักษา ผลเพาะเชื้อบ่งชี้ว่าดื้อยา หรือได้รับสูตรยาที่ไม่ใช่สูตรมาตรฐาน ส่วนหน้าโรคหนองในเทียมไม่แนะนำ test of cure เป็นกิจวัตร ยกเว้นผู้ที่ตั้งครรภ์และการติดเชื้อที่ทวารหนักซึ่งรักษาด้วย azithromycin และถ้าจะทำ ให้ทำไม่เร็วกว่า 4 สัปดาห์หลังรักษาครบ เพราะสารพันธุกรรมที่ตกค้างอาจทำให้ได้ผลบวกลวง ทั้งสองหน้าแนะนำตรงกันให้ตรวจซ้ำที่ 3 เดือนเพื่อหาการติดเชื้อซ้ำ
เทียบกันแล้ว แนวทางไทยในหัวข้อการนัดหลังการรักษาของสองโรคนี้พูดถึงการตรวจเพิ่มเมื่ออาการไม่ดีขึ้น แต่ไม่ได้กำหนดให้เรียกกลับมาตรวจซ้ำเมื่ออาการหายแล้ว จุดที่ต่างกันจึงคือการนัดหาการติดเชื้อซ้ำที่ 3 เดือน ทางที่ตรงที่สุดคือถามคลินิกที่รักษาคุณว่าจะนัดเมื่อไร
กลับไปมีเพศสัมพันธ์ได้เมื่อไร และคู่ต้องทำอะไร
เงื่อนไขที่แนวทางไทยเขียนไว้กับโรคหนองในมีสองส่วนเสมอ คือครบ 7 วันหลังให้การรักษา และคู่ได้รับการรักษาแล้ว การนับแค่ 7 วันโดยที่คู่ยังไม่ได้รักษาจึงยังไม่ครบ ฝั่งออสเตรเลียตั้งเป้าว่าผู้ป่วยหนองในทุกรายควรได้รับคำแนะนำให้งดการมีเพศสัมพันธ์ 7 วันหลังได้รับยา
เรื่องคู่ แนวทางไทยให้นัดหมายผู้สัมผัสโรค ได้แก่ สามีหรือภรรยา คู่เพศสัมพันธ์ประจำหรือชั่วคราวที่ติดตามได้ แม้ไม่มีอาการ ให้มารับการตรวจคัดกรองและดูแลรักษา และกรณีที่มาไม่ได้ อาจพิจารณาให้ยารักษาไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นดุลยพินิจของผู้ให้บริการ ไม่ใช่การซื้อยาไปให้กันเอง
คนกรุงเทพฯ จัดตารางไปตามนัดอย่างไรไม่ให้หลุด
ปัญหาที่พบบ่อยของคนทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ใช่การไม่อยากไป แต่เป็นนัดตกในเวลาที่ไปไม่ได้ สามเรื่องนี้ช่วยได้
- จดวันที่รักษาและชื่อยาไว้ เพราะทั้งสองแนวทางนับเวลานัดจากวันที่ได้รับการรักษา
- ถามตั้งแต่วันรับยาว่านัดถัดไปคือเมื่อไร และไปช้ากว่านั้นได้แค่ไหน
- ถ้าเป็นผู้ชายและถูกนัดตรวจซ้ำ หัวข้อการเก็บสิ่งส่งตรวจสำหรับผู้มารับบริการชายของแนวทางไทย ระบุว่ากรณีนัดตรวจซ้ำ ควรแนะนำให้กลั้นปัสสาวะมาก่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะกลับไปตรวจซ้ำที่ไหนและค่าใช้จ่ายแบบไหน ลองอ่าน ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ตรวจ STI ได้ไหม ประกอบ และถ้าเวลานัดชนกับเวลางานจนต้องหาทางเลือกช่วงเย็นหรือวันหยุด ตรวจ STI นอกเวลา ในกรุงเทพฯ รวบรวมทางเลือกไว้ให้แล้ว
คำถามที่พบบ่อย
อาการหายสนิทแล้ว ยังต้องไปตามนัดไหม
ขึ้นกับโรค พยาธิช่องคลอดและซิฟิลิสมีนัดที่ผูกกับปฏิทิน ไม่ได้ผูกกับอาการ ส่วนหนองในและหนองในเทียมเน้นการกลับมาตรวจเมื่ออาการไม่ดีขึ้น แต่หลักกว้าง ๆ ของแนวทางยังให้นัดติดตามผลทุกรายที่ตรวจพบว่าป่วยหรือมีเชื้อ
ผลเลือดซิฟิลิสยังขึ้นบวกอยู่ แปลว่ายังไม่หายหรือเปล่า
ไม่จำเป็น เพราะแนวทางระบุว่า treponemal test อย่าง CIA, TPHA และ FTA-ABS มักให้ผลบวกไปตลอดชีวิตหลังการรักษา สิ่งที่ใช้ติดตามคือระดับ RPR/VDRL titer ซึ่งควรให้แพทย์เป็นผู้แปลผล
ต้องไปตรวจซ้ำที่คลินิกเดิมเท่านั้นไหม
แนวทางไม่ได้บังคับเรื่องสถานที่ แต่ที่ใหม่จะวางแผนได้ต่อเมื่อรู้ว่าคุณได้ยาอะไรและเมื่อไร ถ้าเก็บใบนัดไว้ ให้นำไปด้วย
คู่ยังไม่ยอมไปตรวจ ควรทำอย่างไร
บอกคลินิกที่ดูแลคุณตรง ๆ เพราะแนวทางเปิดช่องให้ผู้ให้บริการพิจารณาให้ยารักษาไปพร้อมกันเมื่อผู้สัมผัสโรคมาเองไม่ได้ ถ้าคู่พร้อมไปตรวจแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหน การนัดหมายกับคลินิกล่วงหน้า ช่วยลดเวลารอหน้างาน
สรุป
คำถามว่าต้องกลับไปตรวจซ้ำไหม ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้กับทุกโรคได้ แนวทางไทย พ.ศ. 2567 นัดพยาธิช่องคลอดที่ 7 วันและ 3 เดือน นัดเริมที่ 7 วัน นัดอุ้งเชิงกรานอักเสบที่ 72 ชั่วโมง และตามผลเลือดซิฟิลิสตามระยะของโรคและสถานะเอชไอวี ส่วนหนองในกับหนองในเทียมเน้นการกลับมาตรวจเมื่ออาการไม่ดีขึ้น ทุกบทของโรคยังย้ำตรงกันว่าให้เสนอการตรวจคัดกรองเอชไอวีและโรคอื่น เช่น ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบบี แก่ผู้มารับบริการทุกราย ไม่ใช่เฉพาะคนที่ผลเป็นบวก การถามคลินิกตั้งแต่วันรับยาว่านัดถัดไปคือวันไหน เป็นคำถามที่ถามได้โดยไม่ต้องเขิน
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค
- Australian STI Management Guidelines for Use in Primary Care — Gonorrhoea หัวข้อ Test of cure และ Test for re-infection
- Australian STI Management Guidelines for Use in Primary Care — Chlamydia หัวข้อ Test of cure และ Test for re-infection



